เรื่องเล่า...โดยท่านย่า (สงวนลิขสิทธิ์)

<font color= Posted : 17-10-2006 12:57:31
Guest

…..ย่ามีความฝันอย่างหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในใจลึกๆ คืออยากเป็นนักเขียน เมื่อมองย้อนกลับไปสู่วัยเด็กตอนเรียนชั้นประถม ตอนนั้นย่าชอบอ่านนิทานมาก ถึงแม้ว่าป๊ากับหม่าม้าของย่าจะไม่ได้ส่งเสริมให้ลูกๆ อ่านหนังสือที่ไม่ใช่หนังสือเรียน และไม่เคยซื้อหนังสือนิทานหรือการ์ตูนให้ลูกๆ ได้อ่านเล่น แต่ถ้าเสาร์อาทิตย์ไหนที่น้ามารับไปเที่ยวเล่นที่บ้านเค้า ย่าจะขลุกอยู่กับกองนิตยสารสตรีสารของน้าสะไภ้เพื่ออ่านนิทานในเล่มจนจบหมดทุกเล่มที่เค้ามีบนหิ้ง และในครั้งต่อไปที่ย่าไปบ้านน้าอีก น้าสะไภ้ก็จะบอกย่าว่าสตรีสารเล่มใหม่มาแล้วนะ แล้วย่าก็จะหายไปอยู่กับโลกนิทานในสตรีสารนั้นจนลืมเรื่องกินไปเลย ฉะนั้นในหัวย่าขณะนั้นจะมีนิทานที่อัดสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก จนมีอยู่ครั้งหนึ่งที่คุณครูชั้นประถมตอนปลายได้ให้นักเรียนเขียนเรียงความเกี่ยวกับนิทานอะไรก็ได้ที่ได้ไปอ่านมาอย่างน้อยหนึ่งหน้ากระดาษ ย่าจำได้ว่าตอนนั้นย่าได้เขียนนิทานจากจินตนาการที่มีเค้าเรื่องจากนิทานที่อ่านเจอในสตรีสาร พยายามเขียนด้วยตัวหนังสือเล็กๆเบียดชิดกันเพื่อให้เรื่องอยู่ในกระดาษหนึ่งแผ่นตามที่คุณครูบอก แต่นิทานที่ย่าอยากเล่าให้คุณครูอ่านมันช่างมากมายเกินว่าที่จะจบในหน้าเดียวได้ ย่าจึงบรรเลงต่อไปด้วยความเมามันในเนื้อเรื่องจนปาเข้าไปสี่หน้า หลังจากที่ส่งงานคุณครูไปแล้ว ย่าก็นั่งนับวันรอที่จะได้สมุดงานคืนพร้อมกับคำติชมของคุณครู แต่เมื่อได้สมุดงานคืนมา ใจย่ากลับฝ่อไปถนัดใจ เพราะสิ่งที่คุณครูเขียนอยู่บนหน้ากระดาษคือ 8 ส่วน 10 และมีคอมเม้นท์เล็กๆว่า “เขียนหนังสือให้ตัวโตหน่อย จะได้อ่านออก” ในขณะที่เพื่อนๆย่าเขียนด้วยตัวหนังสือตัวโตเท่าหม้อแกงเพื่อให้เต็มหน้ากระดาษแผ่นเดียวแต่ได้ 9 ส่วน 10 พรอ้มคำชมว่า “ดีมาก” ตอนนั้นย่า hurt มาก ไม่ได้ เสียใจที่ได้คะแนนน้อยกว่า ไม่ได้เสียใจที่คุณครู comment แต่ย่าเสียใจที่คุณครูไม่ได้อ่านนิทานที่ย่าเขียนทั้งสี่หน้า (เพราะตัวหนังสือคงตัวเล็กจนอ่านไม่ออก ๕๕๕๕) ตั้งแต่นั้นมาย่าเลยเลิกคิดที่จะเขียนเล่าอะไร เพราะคิดว่าคงไม่มีใครอยากอ่านที่เราเขียน ถ้าตอนนั้นเพียงแต่คุณครูถามย่าซักนิดว่าไปเอาเนื้อเรื่องมาจากไหนถึงเขียนเล่าได้ตั้งสามสี่หน้า และให้ย่าไปเขียนมาใหม่ให้ตัวใหญ่ขึ้นเพื่อที่คุณครูจะได้อ่านออก และส่งเสริมให้เด็กหญิงย่าได้เขียนต่อไปเพราะรู้ว่าเด็กคงต้องชอบขีดเขียนแน่ ไม่งั้นคงไม่เขียนเล่าอะไรได้มากมายสำหรับเด็กในวัยนั้น ตอนนี้ย่าอาจเป็นนักประพันธ์ใส้แห้งไปแล้วก็ได้ ๕๕๕๕๕

มาถึงตอนนี้ ย่าคิดว่าย่าคงทำความฝันของย่าให้เป็นจริงได้ในเวบพยูนนี่แหละ และคนที่ต้องทนอ่านในสิ่งที่ย่าอยากเขียนก็คือหมู่มวลสมาชิกพยูนทั้งหลาย ๕๕๕๕๕๕

….ติดตาม “เรื่องเล่า…โดยท่านย่า“ ที่เวบพยูน ได้นับแต่นี้เป็นต้นไป จนกว่าเวบมาสเตอร์ จะถูกสั่งปิดเวบ…๕๕๕๕

==================================
203.146.41.xx  

[ ความคิดเห็น หน้าที่ 3/6 ] < [1] [2] [3] [4] [5] [6] >

ปิ่นแก้ว #41 Posted : 19-02-2007 09:48:44
Guest
เพลงประกอบแสนไพเราะ ภาพดอกไม้แสนสวย เรื่องราวเล่าอย่างละเมียดชวนฝันตาม
58.8.171.xx  
ท่านย่า #42 Posted : 05-11-2007 17:49:38
Guest
เรื่องเล่า..โดยท่านย่า หายไปพร้อมกับการกลับไปเรียนต่อของย่า คิดว่าถึงเวลาที่ย่าน่าจะกลับมาเล่าสู่กันฟังได้แล้ว เรื่องต่างๆที่เล่าไปก่อนหน้านี้ มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเนื่องจากเวลาเปลี่ยนไป อาทิ

...ต้นสร้อยสายเพชร หรือระย้าแก้ว เพื่อนย่าได้นำมาให้ย่าแล้วช่วงต้นปี 2007 มีดอกสร้อยสายเพชรติดมาด้วยสามช่อ หลังจากดอกชุดที่ติดมาพร้อมต้นบานจนร่วงไปแล้ว ก็ไม่มีดอกชุดใหม่อีกเลย คงเป็นเพราะย่าใส่ใจไม่พอ หรือไม่ก็ต้องรอสิ้นปีนี้อีกครั้งถึงจะออกดอกอีก ไม่ดีเลยนะกับการปลูกต้นไม้ที่ออกดอกแค่ปีละครั้ง

...ส่วนเจ้าโทนี่ นกแก้วผู้อภัพ หลังจากย่ากลับไปเรียนหนังสือ ก็ไม่ค่อยมีเวลาให้เจ้าโทนี่ น้องชายตัวดีก็หันไปให้เวลากับแฟนของเค้ามากกว่า ย่าเลยโทรไปคุยกับหมอที่เคยให้คำปรึกษาแก่ย่า คุณหมอเลยบอกให้ย่าเอาโทนี่ไปบริจาคให้ที่สถาบันที่เค้าสอนอยู่ เพื่อที่โทนี่จะได้ทำบุญครั้งสุดท้ายด้วยสภาพร่างกายที่ป่วยของเค้าให้เป็นวิทยาทานแก่นักศึกษาสัตวแพทย์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับโรคของนกแก้วชนิดนี้ต่อไป โทนี่ได้เลยได้ไปอยู่ที่สถาบันของคุณหมอท่านนี้ตั้งแต่กลางเดือนธันวาคมปีที่แล้ว หลังปีใหม่ไม่นาน ย่ามีความรู้สึกคิดถึงเจ้าโทนี่ ความรู้สึกนี้รบกวนย่าอยู่สองอาทิตย์จนย่าต้องยกหูโทรศัทพ์ไปหาคุณหมอเพื่อสอบถามถึงเจ้าโทนี่ คุณหมอบอกกับย่าว่าโทนี่ได้ตายแล้วในช่วงปีใหม่ 2007 และรีบบอกต่อว่า หมอไม่ได้ฉีดยาให้โทนี่ไปนะ แต่โทนี่เค้าเลือกที่จะจากไปเอง เพราะช่วงนั้นอากาศเย็น ถึงแม้ว่านกที่ป่วยเหล่านี้จะถูกเลี้ยงอยู่ในห้องที่ปิดหน้าต่าง แต่พวกเค้าก็ทนต่อสภาพอากาศที่หนาวเย็นไม่ได้ คุณหมอบอกว่า มีนกที่ป่วยอยู่สิบสองตัว ตายในช่วงเวลาดังกล่าวไปเจ็ดตัว และโทนี่ก็อยู่ในจำนวนที่จากไป....
ย่าคิดว่า โทนี่คงส่งกระแสจิตมาบอกย่าว่า เค้าไปแล้วนะ จึงทำให้อยู่ดีๆ ย่าก็คิดถึงโทนี่ขึ้นมา ใครว่ากระแสจิตไม่มี แต่สำหรับย่า เชื่อว่ากระแสจิตมีจริง ย่าได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้โทนี่ และขอให้โทนี่ได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีกว่าปัจจุบัน และชีวิตอาภัพของโทนี่ก็ได้ปิดฉากลง เหลือไว้แต่ความทรงจำว่า....ครั้งหนึ่งย่าเคยยืนตากฝนกางร่มให้เจ้าโทนี่อยู่ใต้ต้นมะม่วง....

...สำหรับเรื่องวิชาสถิติที่ย่ากลัวหนักกลัวหนา ก็สอบผ่านได้เกรด "A" (แบบลอกเค้าน่ะ ๕๕๕๕) เพราะได้รับความช่วยเหลือแบ่งปันความรู้จากเวบไซต์การศึกษาของน้องในห้องแชทคนหนึ่ง และน้องคนนี้ก็มาป้วนเปี้ยนอยู่ในเวบพยูนเกือบทุกวัน ย่าขอขอบคุณหลายๆ เด้อ (เจ้าตัวคงรู้เองนะจ๊ะ)
จะว่าไปเรื่องเรียนนี่ ย่าได้เพื่อนในเวบพยูนช่วยจนสอบผ่านรวมทั้งช่วยหาข้อมูลและให้คำปรึกษา ให้กำลังใจในการทำวิทยานิพนธ์มากมาย ย่าไม่เคยคิดมาก่อนว่า...มิตรภาพออนไลน์มีจริง จนย่าได้ประสบด้วยตัวเอง

.... จากนี้ไป ย่าจะกลับมาเล่าสู่กันฟังต่อจ้า...ว่าแต่อย่าเบื่อซะก่อนแล้วกัน


203.146.41.xx  
fb; #43 Posted : 06-11-2007 00:31:46
Guest
นู๋จะแวะไปอ่านอีกจ้ะ พี่ย่า

125.25.78.xx  
อ้วนจัง #44 Posted : 06-11-2007 10:21:49
Guest
ได้อ่านเรื่องราวของพี่ย่าอีกแล้ว ดีจังๆๆ (( ตอนนี้มึนๆ กับงาน เลยแว้บออกมาหาอะไรอ่าน ))

น่าสงสารเจ้าโทนี่น้อย ขอให้ไปสู่สุคติ ย้อนกลับไปอ่านเรื่องโทนี่อีกที น้ำตาซึม จนน้องที่ทำงานถามว่าร้องไห้ทำไม เฮ้อออ

ไม่ว่าคน ไม่ว่านก ทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง ....สาธุ


202.89.22.xx  
ลวิ ค่ะ #45 Posted : 06-11-2007 17:42:57
Guest
แหะ ๆ เข้า มาอ่าน และ พยักหน้ากะพี่ย่า ลวิก็เป็นเหมือนพี่ย่า พ่อ เคย เอาการ์ตูนไปเผาทิ้ง อิ อิ แต่เราก็ชอบเขียนอยุ่ดี 555 แต่ ตอนนี้สมองฝ่อ นึกไรไม่ค่อยออกและอีกอย่าง แรงจุงใจ มันหมดไปแระ ไว้วันหลังจะมาเขียนเรื่อง ลิง สองตัว ที่บ้าน อ่ะ
125.26.15.xx  
ท่านย่า #46 Posted : 08-11-2007 10:30:12
Guest
ลวิ...เร่งเขียนมาให้อ่านไวๆ รอนาน เดี๋ยวจะมีลิงน้อยโผล่ออกมาเป็นสามตัวนะ ๕๕๕๕
203.146.41.xx  
5151 #47 Posted : 09-11-2007 21:17:53
Guest
ชอบ แอบ อ่าน เรื่อง ที่ พี่ย่าเขียนค่ะ มันเหมือนดูเป็นภาพ การบรรยายของพี่ย่า มันทำให้เกิดจิตนาการค่ะ ขอบคุณค่ะ ที่ไมอะไร ดี ๆมาฝากกัน
125.26.16.xx  
เยอะ ฯลฯ #48 Posted : 10-11-2007 15:35:01
Guest
แหะ แบบว่า อ่านไม่ทัน เลยก็อปปี้ใส่แฮนดี้ได๊ แล้วเอาไปเปิดอ่านที่ร้าน ตอนช่วงว่างๆ ทีละนิด ทีละนิด เพราะจะอ่านอะไรยาวๆในครั้งเดียวไม่ได้ สมาธิสั้นสุดๆ หุหุ ( ขออนุญาติ เด้อย่า ไงอย่าทวงค่าลิขสิทธิ์เด้อ )
125.25.174.xx  
ท่านย่า #49 Posted : 12-11-2007 16:47:16
Guest
size=2] ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๐

วิธีลดความอ้วนโดยใช้สติสัมปชัญญะ

ย่าเห็นเพื่อน ๆ พยูนหลายคนบ่นอยากลดความอ้วน หรือขอให้บอกวิธีไม่ให้หยิบอาหารเข้าปากในยามวิกาล บังเอิญช่วงนี้ย่ากำลังอ่านหนังสือ "ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น" เขียนโดย ทพ. สม สุจีรา ซึ่งบางตอนในหนังสือเล่มนี้ สามารถปรับใช้เป็นวิธีการลดน้ำหนักโดยใช้สติสัมปชัญญะ ซึ่งย่าขอคัดลอกบางตอนที่ว่านี้ มาให้เพื่อนๆ ได้อ่านและปรับใช้เป็นวิธีลดความอ้วน ดังนี้...

" ทั้งพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์มีเป้าหมายเดียวกัน คือหาวิถีทางที่จะทำให้มนุษย์พ้นทุกข์ และเป้าหมายที่ต้องการเหมือนกันข้อหนึ่งก็คือ แสวงหาความจริงในธรรมชาติเพื่อการพ้นทุกข์ แต่มุมมองของวิทยาศาสตร์มองไปที่เหตุปัจจัยทางกายภาพ ว่าเป็นตัวการทำให้มนุษย์ทุกข์ ในขณะที่พุทธศาสนามองว่า ตัวการที่ทำให้มนุษย์ทุกข์คือ ปัจจัยทางนามธรรมภายในตัวมนุษย์เอง
วิทยาศาสตร์มองว่า สิ่งเร้าประสาทสัมผัสทั้งห้า รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้มนุษย์มีความสุข แต่ศาสนาพุทธกลับมองว่า รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส คือตัวการสำคัญที่ทำให้มนุษย์มีความทุกข์
จากความคิดที่ต่างกันสุดขั้วเช่นนี้ ทำให้ทิศทางของการแสวงหาความจริงในธรรมชาติเพื่อการพ้นทุกข์ระหว่างวิทยาศาสตร์กับพุทธศาสนาต่างกัน วิทยาศาสตร์สามารถสร้างรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มาบำเรอความสุขให้กับมนุษย์ จากการค้นพบว่า ความจริงของธรรมาชาติบางอย่าง เช่น กฎของนิวตัน ทำให้เกิดการสร้างรถยนต์ เกิดเครื่องจักร เครื่องยนต์กลไก ทฤษฏีของไอน์สไตน์ทำให้มีเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่ศาสนาตรงกันข้าม มองว่าความจริงทางธรรมชาติอย่างกฏของนิวตัน ทฤษฏีของไอน์สไตน์ ไม่ได้ช่วยให้มนุษย์พ้นทุกข์ ดังนั้นแม้จะมีการค้นพบกฏของธรรมชาติเหล่านี้ พระพุทธองค์ก็จะทรงตัดทิ้งไปจากคำสั่งสอน และไปเน้นหนทางพ้นทุกข์ที่ค้นพบจากกฏธรรมชาติเพียงข้อเดียวก็คือ ….การศึกษาที่ความจริงแท้ของจิตเท่านั้น
รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ทำให้เกิดความรู้สึกชอบ ไม่ชอบ (เวทนา) และเกิดตัณหาตามมา จนเกิดอุปาทานตัวกูของกูในที่สุด เวทนา ตัณหา อุปทาน นั้นคือวงจรแห่งทุกข์ แต่วิทยาศาสตร์กลับมองว่า การสนองตอบแห่งกิเสสตัณหาคือวิธีการทำให้มนุษย์มีความสุข
วิทยาศาสตร์หลงทางไปจนสุดกู่ เอากฏของธรรมชาติมาสร้างสิ่งเร้าให้มนุษย์เกิดตัณหามากขึ้นเรื่อยๆ แล้วยังไม่รู้ตัวว่า นั่นคือการสร้างทุกข์ เมื่อเกิดทุกข์ขึ้น วิทยาศาสตร์ก็พยายามแก้ไขด้วยแนวความคิดเดียวกับพุทธศาสนา คือพยายามหาหนทางตัดเวทนา ตัณหา อุปาทาน
แต่ด้วยความอวิชชา....วิทยาศาสตร์หาวิธีการตัดด้วยเครื่องมือที่พัฒนามาจากการค้นพบทางกายภาพ ซึ่งก็ช่วยได้บางส่วน เช่น ตัดผัสสะด้วยการใช้ยาชา ตัดเวทนาด้วยการใช้ยากล่อมประสาท ตัดตัณหาด้วยการใช้ยาไปกดระบบประสาท เช่น ยาลดความอ้วน ตัดอุปาทานตัวกูของกูด้วยการใช้ยานอนหลับ และเหล่านายแพทย์ นักวิจัยทั้งหลายก็สรุปว่า นี่แหละสุดยอดของการค้นพบ แต่ผลปรากฏว่า อัตราการเกิดโรคจิต โรคประสาทของประชากรบนโลกพุ่งพรวดจนน่าวิตก
ดังนั้น วิธีการตัดเวทนา ตัณหา อุปาทาน เพื่อเข้าสู่ความสุขที่แท้จริง สุขอย่างยิ่ง สุขนิรันดร์ มีอยู่หนทางเดียวคือ การตัดโดยใช้สติสัมปชัญญะ ”

….จากข้อเขียนของ ทพ.สม สุจีรา ตรงประโยค “ ตัดตัณหา ด้วยการใช้ยาไปกดระบบประสาท เช่น ยาลดความอ้วน” ทพ.สม สุจีรา กำลังบอกพวกเราว่า ในทางวิทยาศาสตร์ จะตัดตัณหาความอยากกินอาหาร โดยการที่พวกเราจะเสียเงินไปหาซื้อยายาลดความอ้วนมากิน เพื่อให้ยาเข้าไปกดระบบประสาท ทำให้เราไม่รู้สึกอยากกินอาหาร เมื่อไม่ทานยาลดความอ้วน ความรู้สึกอยากกินอาหารก็จะกลับมาหาเราอีก นั่นคือการอ้วนทวีคูณ อ้วนได้อ้วนดี อ้วนไม่รู้จบ
….แต่ในทางพุทธศาสนา มีวิธีการลดความอ้วนโดยไม่ต้องเสียเงินเลย เราสามารถตัดตัณหาความอยากกินของเราได้โดยใช้ สติสัมปชัญญะ คือใช้ “สติ” เตือนตนเองให้หยุด…หยุดหยิบอาหารเข้าปากเมื่อรู้สึกตัวว่าอิ่มแล้ว หยุดหยิบอาหารเข้าปากในยามวิกาลหลังจากทานมื้อเย็นไปแล้ว….. เราสามารถหยุดทุกสิ่งทุกอย่างที่มากเกินไปได้ด้วย “สติ” โดยไม่ต้องใช้ “สตางค์” เลย
ย่าขอให้เพื่อน ๆ พยูน ประสบความสำเร็จในการใช้ สติสัมปชัญญะ ลดความอ้วนนะ และจากวันนี้ไป ย่าให้เวลา probation สามเดือนเพื่อที่เพื่อนๆ จะได้ทดลองการใช้สติสัมปชัญญะลดความอ้วน แล้วกลับมาเล่าสู่กันฟังว่าผลเป็นอย่างไร [/size]
203.146.41.xx  
ท่านย่า #50 Posted : 15-11-2007 12:54:56
Guest
๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๐

……เมื่อคืนมีเพื่อนเก่าในห้องแชทอินเตอร์ แวะมาคุยกับย่าในห้องแชทสนุกใหม่ หลังจากทักทายกันตามประสาเพื่อนที่คุ้นเคย ย่าได้ถามถึงเรื่องสถานการณ์การตลาดของงานที่เค้าทำอยู่เพราะย่ากับเค้าอยู่ใน field เดียวกันแต่เป็นสินค้าคนละตัว ก็ได้รู้ว่า เค้าเองตกอยู่ในสถานะที่ไม่ต่างจากย่าคือ รู้สึกว่าพักนี้ว่างๆ ในเรื่องงานและขี้เกียจไงไม่รู้ ซึ่งก็คงมาจากสถานการณ์การตลาดและสภาพเศรษฐกิจของลูกค้าปัจจุบันที่ไม่กระเตื้องขึ้น และนับวันจะยิ่งหายหน้าหายตาไป

ภาวะแบบนี้ย่ารู้ว่าเป็นสัญญาณไม่ค่อยดีนักสำหรับการค้าถ้าเรายังมัวนั่งคอยความหวังจากลูกค้าเก่าๆ ต่อไป ซึ่งเค้าก็เห็นด้วยกับย่า และบอกกับย่าว่าเค้าได้ตัดสินใจจะเจาะตลาดใหม่แล้วล่ะและจะเริ่มวันนี้ แต่เค้าก็ยังไม่รู้ว่าตลาดใหม่นี้จะเป็นที่ไหน ย่าบอกกับเค้าว่า แค่คิดที่จะเปลี่ยนก็สนุกแล้วล่ะ และขั้นตอนต่อไปในดำเนินการหาตลาดใหม่ก็จะตามมาเอง และจะทำให้เค้า busy จนไม่รู้สึกว่างๆ หรือขี้เกียจอีกต่อไป ถึงแม้ตลาดใหม่ที่เค้าหาได้…ในที่สุดอาจไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร หรือไม่ cover ค่าใช้จ่ายที่เค้าต้องเสียไปในการเจาะหาตลาดใหม่ แต่อย่างน้อยก็ช่วยเติมเต็มความรู้สึกว่าเค้าได้ใช้เวลาว่างๆ อย่างไม่สูญเปล่า หรือปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างขี้เกียจๆ และย่าเชื่อมั่นว่าเค้าต้องได้ช่องทางการตลาดใหม่จากการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงนี้อย่างแน่นอน

หลังจากคุยกับเพื่อนคนนี้ ความคิดย่าไม่ได้หยุดหลังจากที่เลิกคุยกัน เพราะการสนทนาเมื่อคืนนี้ทำให้ย่านึกถึงหนังสือที่เคยอ่าน คือ Who moved my cheese? หรือในชื่อภาษาไทยว่า “ใครเคลื่อนย้ายเนยแข็งของฉันไป ? ” และทำให้ย่าอยากอ่านเรื่องนี้ซ้ำอีกครั้ง เช้านี้เลยลองเสริชหาในเวบไซต์และไม่ผิดหวังค่ะ เพราะย่าเจอเรื่อง Who moved my cheese? ตามที่ต้องการ แต่ครั้งนี้ย่าอ่านด้วยความรู้สึกที่ต่างจากครั้งแรกมาก เพราะเหมือนกำลังอ่านเรื่องของตัวเองอยู่ และย่าต้องตัดสินใจว่า ย่าจะเลือกเป็น HEM หรือ เป็น HAW ???? ในขณะที่เพื่อนที่ย่าได้คุยด้วยเมื่อคืนนี้ เค้าได้ตัดสินใจเป็น HAW ไปแล้ว….

ป.ล. ย่าได้คัดลอกจากเวบไซต์มาให้เพื่อน ๆ ได้ลองอ่านดู ถ้าใครเคยอ่านแล้ว ก็อาจจะลองอ่านอีกครั้ง เพราะอาจให้ความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากครั้งก่อนแบบย่าก็ได้นะ ….


Who moved my cheese? ใครเคลื่อนย้ายเนยแข็งของฉันไป ?


หนังสือเรื่อง " ใครเคลื่อนย้ายเนยแข็งของผมไป ?" เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง โดยมีตัวละคร 4 ตัว เป็นหนู 2 ตัว และคนแคระ 2 คน มีความต้องการเนยแข็ง โดยจะเข้าไปหาเนยแข็งในเขาวงกต (Maze)

เนยแข็ง ในเรื่อง เปรียบเสมือนสิ่งที่เราต้องการมีในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นงาน ความสัมพันธ์ เงิน บ้านหลังใหญ่ อิสรภาพ สุขภาพที่ดี การยอมรับ ความสุข หรือแม้แต่กิจกรรม เช่น จ๊อกกิ้ง หรือ กอล์ฟ เป็นต้น ซึ่งตัวละครแต่ละตัว จะมีความคิดเป็นของตนเองว่า ... เนยแข็งคืออะไร และต่างแสวงหามันเพราะเชื่อว่ามันทำให้เรามีความสุข เมื่อเราได้มันมาเราก็มักจะยึดติดมัน และเมื่อเราสูญเสียมันไปก็จะเป็นเรื่องที่เจ็บปวดยิ่ง

ส่วนเขาวงกต (Maze) ในเรื่องเปรียบเสมือนสถานที่ที่คุณต้องใช้เวลาเพื่อแสวงหาสิ่งที่คุณต้องการซึ่งอาจจะเป็นองค์การที่คุณทำงานอยู่ สังคมที่คุณอาศัยอยู่ หรือสถานที่ที่ชีวิตคุณมีความสัมพันธ์

เนื้อเรื่องโดยย่อ :

ครั้งหนึ่งนานมาแล้วในดินแดนไกลโพ้น มีตัวละครอยู่ 4 ตัว
คู่หนึ่งเป็นหนูชื่อ SNIFF และ SCURRY
อีกคู่หนึ่งเป็นคนแคระชื่อ HEM และ HAW

ทุกวัน ทั้งสองคู่จะวิ่งเข้าไปในเขาวงกต เพื่อหาเนยแข็งกิน ทางเดินในเขาวงกตมีทั้งมุมมืด ทางตัน ทางวนเวียน จนอาจหลงทางเอาได้ง่าย ๆ ใครที่หาทางไปถึงเนยแข็งได้ ก็ถือเป็นเส้นทางแห่งความสุขของชีวิต

เจ้าหนูสองตัวใช้วิธีลองถูก - ลองผิด วิ่งไปเจอทางตัน ก็ลองเส้นทางใหม่โดยใช้จมูกเป็นเครื่องนำทาง แต่สำหรับคนแคระสองคนนี้ใช้สมองที่เหนือกว่า หาเส้นทางไปสู่เนยแข็งที่เขาชอบเป็นพิเศษโดยใช้การคิดและการเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต จากการใช้วิธีดังกล่าวทั้งคู่ก็ไปพบเนยแข็งที่ตนชอบในสถานี (STATION) ของตน ทั้งคู่ไม่รู้ว่าเนยแข็งมาจากไหน หรือใครเอามาวางไว้ให้ แต่เขาก็เจอมันทุกวันอย่างมีความสุข HEM และ HAW เชื่อว่าเนยแข็งที่นี่มีเพียงพอสำหรับพวกเขาไปตลอดชีวิต และรู้สึกมีความสุข ประสบความสำเร็จ และคิดว่าพวกเขามั่นคงและยึดมั่นว่ามันเป็นเนยแข็งของเขาทั้งสองคน ส่วนเจ้าหนูก็จะวิ่งมาหาเนยแข็งกินทุกเช้าเช่นเดียวกัน

เช้าวันหนึ่ง เมื่อเจ้าหนูสองตัวมาถึงก็ไม่พบเนยแข็งเลย แต่ทั้งคู่ก็ไม่แปลกใจ เพราะได้สังเกตมาหลายวันแล้วว่าเนยแข็งมันเริ่มลดลง ทั้งคู่ไม่เคยวิเคราะห์มาก่อนและก็ไม่มีความเชื่อที่ซับซ้อนมากมาย เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงทั้งคู่ก็ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตามด้วย ทั้งคู่ออกหาเนยแข็งในสถานีใหม่ด้วยวิธีลองถูก - ลองผิด ดมหากลิ่นไปเรื่อยๆ อีกครั้ง ในไม่ช้าพวกมันก็พบเนยแข็งแห่งใหม่

ในวันเดียวกันคู่คนแคระ HEM และ HAW ก็มาถึงสถานี และไม่พบเนยแข็งอยู่เลย เนื่องจากมิเคยสังเกตเลยว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเล็กน้อยมานานแล้วกับปริมาณเนยแข็งที่กินไปทุกวัน ทั้งคู่เชื่อมั่นว่าอย่างไรเสียมันก็ต้องเจอเนยแข็งทุกที เมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้ ก็โวยวายว่าใครเคลื่อนย้ายเนยแข็งของพวกเขาไปๆและตะโกนร้องว่ามันไม่ยุติธรรม พวกเขาจะต่างจากหนูคู่แรกตรงที่ว่า เขาคิดว่าเนยแข็งมีความสำคัญกับเขาอย่างยิ่ง และไม่ได้วางแผนไว้เลยว่า ถ้าไม่มีเนยแข็งแล้วจะทำอย่างไร พวกเขาเชื่อว่าเนยแข็งที่หายไป คงต้องมีใครสักคนมาแกล้งแน่ ๆ และคิดว่าเจ้าหนูทั้งสองตัวคงตกระกำลำบากเหมือนกัน

หลายวันผ่านไป จากการที่ HEM และ HAW คิดว่าเนยแข็งต้องอยู่แถวนี้ หรือต้องมีคนนำมาคืน ร่างกายของทั้งสองคนเริ่มเพลียและอ่อนแอลง วันหนึ่ง HAW จึงมีความคิดว่า เราน่าจะลองหาทางเดินในเขาวงกตใหม่ อาจเจอเนยแข็งที่อื่นก็ได้ ในขณะที่ HEM ไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่า ตัวเองแก่เกินไปที่จะไปผจญกับเส้นทางที่ลำบาก ทางที่มืด ซับซ้อน และน่ากลัว และคิดว่าสักวันเนยแข็งจะกลับมาเอง ซึ่งในระยะแรก HAW ก็เห็นด้วยกับความคิดของ HEM แต่ในที่สุด HAW ก็ทนไม่ไหวกับสภาพร่างกายที่อดอยาก คิดจะไปหาเส้นทางใหม่ และเริ่มคิดได้ว่าในชีวิตของเราบางครั้งมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ซึ่งจะไม่มีวันกลับไปเป็นอย่างเก่า ชีวิตต้องเคลื่อนไหวต่อไป HAW จึงตัดสินใจออกไปผจญภัยหาเส้นทางใหม่ เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที ความกลัวในความไม่แน่นอนดูจะหายไปและคิดว่าถ้าตัวเองไม่ปรับตัวคงสูญพันธุ์แน่ และแล้ว HAW ก็เริ่มผจญภัย แม้จะเจออุปสรรคบ้าง ท้อแท้บ้าง ลำบากบ้าง เขาก็คิดว่าเขาอยู่ในสถานะที่ดีกว่าอยู่ที่เดิม อย่างน้อยเขาสามารถควบคุมสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเขาอยู่ มิใช่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นกับเขาโดยที่เขาทำอะไรไม่ได้ ถ้าเจ้าหนูสองตัวแรกนั้นทำได้ เขาก็ต้องทำได้และเขาก็นึกเสียดายว่าถ้าเมื่อก่อนเขาสังเกตว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับเนยแข็งที่มีปริมาณลดลงและคุณภาพต่ำลง เขาคงเตรียมตัวเผชิญเหตุการณ์ได้ดีกว่านี้

HAW สร้างกำลังใจโดยจินตนาการว่า กำลังนั่งอยู่กลางกองเนยแข็งพะเนินเทินทึก และเป็นเนยแข็งที่แสนอร่อย ยิ่งจินตนาการก็ยิ่งมีแรงจูงใจมากขึ้นทุกที มีกำลังและความคล่องแคล่วมากขึ้นในการค้นหาเส้นทาง และในที่สุด เขาก็พบกองเนยแข็งแหล่งใหม่ที่เขาชอบและได้นำมาฝาก HEM ให้ลองชิม และชักชวนให้ไปสถานีที่เขาพบเนยแข็งแหล่งใหม่กับเขา ซึ่ง HEM ปฏิเสธและบอกว่า เขาชอบเนยแข็งแบบเก่ามากกว่า และจะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงจนกว่าจะได้สิ่งที่เขาต้องการ HAW ส่ายหัวด้วยความผิดหวังและเห็นความจริงอย่างชัดเจนว่า ความกังวลและความกลัวว่าจะไม่มีเนยแข็งที่อื่น และเคยชินกับความคิดว่าอะไรอาจผิดพลาดได้มากกว่าที่จะคิดว่าอะไรที่ไปได้ดี เขาคิดว่าเขาจะต้องอยู่อย่างนั้น การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่เลวร้ายมากกว่าสถานการณ์ที่เขาประสบเสียอีก เขาตระหนักแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าเราจะคาดคิดว่ามันน่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนั้นจะทำให้เราแปลกใจได้มาก หากเราไม่คาดคิดหรือเตรียมตัวกับมันไว้ก่อน HAW รู้ว่าการกระทำของเขาจะเปลี่ยนแปลงก็ต่อเมื่อความเชื่อของเขาเปลี่ยนแปลงแล้วเท่านั้น ถ้าเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นอันตรายก็จะต่อต้านมัน แต่ถ้าเชื่อว่าการมองหาเนยแข็งใหม่จะเป็นตัวช่วยปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดผลดี ทั้งหมดนี้ อยู่ที่เราเลือกจะเชื่ออย่างไร

สุดท้าย HAW ได้ข้อสรุปจากการเรียนรู้ ดังนี้ :
1. การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นเสมอ (เนยแข็งจะถูกเคลื่อนย้ายเสมอ)
2. คาดคะเนการเปลี่ยนแปลง (เตรียมพร้อมสำหรับการเคลื่อนย้ายของเนยแข็ง)
3. เฝ้าตรวจสอบการเปลี่ยนแปลง (กลิ่นเนยแข็งจะบอกให้รู้ว่า มันกำลังเก่า)
4. ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (ยิ่งปล่อยวางเนยเก่าเร็วเท่าใด ก็จะชอบรสชาติเนยใหม่เร็วเท่านั้น)
5. เปลี่ยนแปลง (เหมือนเนยที่ถูกเคลื่อนย้าย )
6. มีความสุขกับการเปลี่ยนแปลง (ดื่มด่ำกับการผจญภัยและสนุกกับรสชาติของเนยใหม่)
7. พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความสุขกับมันอีกครั้ง (เนยแข็งจะถูกเคลื่อนย้ายเสมอ) ในแต่ละวัน HAW ก็จะสังเกตว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นกับเนยแข็งแหล่งใหม่ที่เขาพบไหม เพื่อเขาจะทำอะไรก็ตามที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เจอกับการเปลี่ยนแปลงที่เขาคาดไม่ถึงเหมือนในอดีต และในขณะเดียวกันเขาก็ยังเข้าไปในเขาวงกต เพื่อสำรวจที่แห่งใหม่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวเขาไหม ซึ่งเขารู้ว่ามันทำให้เขาปลอดภัยกว่าที่จะอยู่ในที่ที่เดียวที่สะดวกสบายอยู่แล้ว

ข้อคิดที่ได้จากหนังสือเรื่องนี้ :
1. คนส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นเหมือน HEM คือยึดติดกับสิ่งที่มีอยู่หรือความเชื่อที่มีอยู่ และไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งต่างจากหนู 2 ตัวแรกที่จะเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ๆ ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง เพื่อความอยู่รอด
2. คนส่วนใหญ่จะกลัวการเปลี่ยนแปลง ซึ่งบางครั้งหลายคนก็ไม่เคยรู้ว่าตัวเองกลัวการเปลี่ยนแปลง
3. บางคนไม่เคยเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ตัวเองปฏิบัติอยู่เลย และยอมที่จะเสียเงินหรือเป็นเหยื่อให้กับสิ่งนั้น
4. การรู้จักคิดเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ก่อน ดีกว่าการพยายามตอบโต้หรือปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
5. ความเชื่อบางอย่างหลายคนก็ไม่อยากที่จะเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าการเปลี่ยนแปลงแล้วมันดีขึ้น ก็ย่อมจะดีกว่า
6. ความต้องการใหม่ๆ ในชีวิต (New Cheese) หลังการเปลี่ยนแปลงที่จะทำควรชัดเจนและสามารถเป็นจริงได้ ก็จะทำให้เกิดพลัง สนุกกับการเปลี่ยนแปลง และประสบความสำเร็จ
7. พฤติกรรมเก่าๆ ที่ทำให้ความสัมพันธ์กับบุคคลหนึ่งมันแย่ เปรียบเหมือน Old Cheese ควรปล่อยมันทิ้ง และมาคิดเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเสียใหม่ ซึ่งเป็นเสมือนNew Cheese เพื่อให้ความสัมพันธ์มันดีขึ้นกับบุคคลนั้นๆ
8. การเปลี่ยนแปลงสามารถนำคุณไปสู่สถานที่ใหม่ และดีกว่าเดิม
9. หลังจากคุณได้ผ่านความกลัวมาได้ คุณก็จะรู้ว่า มันมีสิ่งที่คุณต้องการ (New Cheese) รอคุณมาพบ
10. การสร้างภาพความต้องการของคุณในใจ (New Cheese) มันจะเป็นเหมือนแรงจูงใจที่ทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นและทำอะไรได้ดีขึ้น
11. ชื่อของตัวละครทั้ง 4 ตัว สื่อความหมายได้ดังนี้

*** SNIFF หมายถึง ดมกลิ่น หนูมันจะหาเนยแข็งโดยการดมกลิ่นไปเรื่อยๆ ซึ่งมันจะทราบการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เมื่อนำมาปรับใช้แล้ว เราก็ควรเป็นคนช่างสังเกตว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างในแต่ละวัน
*** SCURRY หมายถึง การเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว หนูนอกจากดมกลิ่นเก่งแล้ว จะต้องพร้อมที่จะเคลื่อนไหวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว เมื่อนำมาปรับใช้แล้วเราควรเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วเคลื่อนไหวได้ก่อนเราก็จะเจอของดีก่อน
*** HEM หมายถึง ตะเข็บกระโปรง ที่ถูกสอยด้วยด้ายเพื่อยึดติดผ้าให้แน่น ซึ่งตัวละครที่ชื่อ Hem จะมีบุคลิกลักษณะที่เป็นคนยึดติดอยู่กับความเชื่อเก่า ๆ และไม่ยอมที่จะเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นจึงไม่ควรยึดติดกับความเชื่อเก่า ๆ ที่มีอยู่ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำหรับการที่จะคิดเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่าง
*** HAW หมายถึง ลังเล ซึ่งตัวละครที่ชื่อ Haw จะมีบุคลิกลักษณะนี้ คือลังเล ไม่ค่อยกล้าที่จะตัดสินใจเปลี่ยนแปลงไปหาเนยแข็งแห่งใหม่ในตอนแรก แต่สุดท้ายก็ค้นพบว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ดี ยิ่งเปลี่ยนแปลงได้เร็วเท่าไร ก็สามารถที่จะค้นพบสิ่งใหม่ ๆที่ดีกว่าเร็วมากขึ้นเท่านั้น

12. ในเนื้อเรื่อง คำว่า Cheese สำหรับคนแคระทั้งสองคน จะเป็นขึ้นต้นด้วย C ตัวใหญ่ ซึ่งนอก จากหมายถึง เนยแข็งที่เป็นอาหารแล้ว ยังสื่อถึงความต้องการอื่น ๆ มากมายที่คนต้องการแล้วมีความสุข เช่น ความมั่นคงในชีวิต เงิน บ้านหลังใหญ่ อิสรภาพ สุขภาพที่ดี ฯลฯ ซึ่งก็ต้องเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง (Change)มากมาย ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การที่เราจะให้ได้มาหรือรักษาความต้องการต่าง ๆของเรานั้น เราก็ต้องรู้จักที่จะเปลี่ยนแปลงความเชื่อต่าง ๆ ซึ่งต่างจากหนู ที่คำว่า cheese ขึ้นต้นด้วย c ตัวเล็ก มันหมายถึง เนยแข็งที่เป็นอาหารอย่างเดียว ดังนั้น เมื่ออาหารของมันหมด มันก็รู้จักที่จะเปลี่ยนแปลงไปหาอาหารที่แห่งใหม่

13. ในการเปลี่ยนแปลงนั้น บางครั้งก็ต้องเสี่ยงเดินไปในหนทางที่มันมืด คือต้องกล้าได้ กล้าเสีย เพื่อจะได้ในสิ่งที่มันใหม่และดีกว่าเดิมก่อนคนอื่น
203.146.41.xx  
Redkagi #51 Posted : 16-11-2007 00:04:14
Guest
ไม่อยากเปลี่ยน แล้วก็ไม่อยากให้มันลดลง
ไม่รู้เป็นรัยดีคิดไม่ออก ก็นอนดีกว่า
อิๆๆ มาผิดเรื่องนะนี่
125.24.93.xx  
Redkagi #52 Posted : 16-11-2007 06:34:20
Guest
ว่าจะลองคิดดูนะครับ นอนแล้วหลับสนิทดูเหมือนสมองว่างเปล่าดีจัง
ไม่ค่อยเก็บรัยเข้าสมองนิ อิๆเป็นคนไม่ชอบอ่านชักเท่ารัย
ชอบฟังเค้าเล่ามากว่านะครับ ฟังนิยายจีนดังคำกล่าวที่ว่า
รู้เขารู้เรารบ100ชนะ100 คนเก่งรู้จักเลือกใช้ช่วงเวลาที่เหมาะสม
เรื่องเดียวกันใช้ผิดเวลาย่อมให้ผลเสียมากกว่าผลดีครับ
เหมือนคนเรา ทานข้าว ถ้าไม่หิวอาหารนั้นก็รสชาดธรรม
เมื่อหิวอาหารมื้อนั้นต้องเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดเช่นกัน
125.24.93.xx  
ท่านย่า #53 Posted : 16-11-2007 10:36:39
Guest
ขาหมูแดง comment เยอะๆ ก็ได้ ย่าชอบฟังว่าคนอื่นคิดอย่างไร ในเรื่องต่าง ๆ
เพื่อนๆ พยูนคนอื่นด้วยนะ เชิญ comment ในแต่ละเรื่องที่ย่าเล่าได้ตามสบายเลย ย่าไม่หวงกระทู้จ้า
203.146.41.xx  
Redkagi #54 Posted : 16-11-2007 14:55:51
Guest
พ่ย่าครับ จะบอกว่าคนเราอยู่กันต่างหน้าที่ต่างเรื่องราวย่อมไม่เหมือนกัน
จากที่อ่าน สรุปเอาเองว่าคนเราคนจะลองหาทางเลือกอื่นดี ต้องมีการลองเลือกลองเสี่ยง
แต่ความคิดผมว่าบางเรื่องราวเรื่องเดิมก็ดีอยู่ไม่ควรลอง บางเรื่องควรจะลองครับ
ก่อนจะลอง คิดดูว่าสิ่งที่มีอยู่ทำดีแล้วฤ ยัง ก่อนจะลองสิ่งใหม่ๆ หาข้อมมูลให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
ก่อนจะลองเมื่อเลือกแล้วก็ยอมรับผลที่จะตามมา ถ้ามีปัญหาก็แก้กันไปไม่ควรมาวิจารณ์สิ่งที่เกิดไปแล้ว
เพราะสิ่งที่เกิดไปแล้วกลับไปแก้ไม่ได้ครับเครียดไปมั่ง ลืมทุกสิ่งก่อนนอน ตื่นแล้วค่อยมาว่ากันต่อ

125.24.93.xx  
ลวิ #55 Posted : 16-11-2007 16:55:20
Guest
พี่ย่า ขยัน เอา มาให้อ่าน ลวิ มีความเห็นบาง อย่างคล้ายแดง ค่ะ ว่า มีอะไรหลายอย่างที่คล้ายและหลายอย่างที่ต่างในแต่ละชิวิตและวังวน ลวิ คิดว่า เราไม่อาจแก้ไขอตีดได้ แต่เราสามารถเอาอดีตมาเป็น บทเรียนได้ ขอบคุณพี่ย่า ทีหาไรดี ๆมาฝากเสมอ นั่นคือการคิดและเตรียมที่จะเปลี่ยนค่ะ แต่เปลี่ยนแบบมีข้อมูลไงคะ
125.26.17.xx  
อ้วนจัง #56 Posted : 18-11-2007 00:25:59
Guest
ขอบคุณค้าบพีย่า ต้องใส่แว่นอ่านเลยนะเนี่ยะ

เรื่อง Who moved my cheese? ใครเคลื่อนย้ายเนยแข็งของฉันไป ? ห้องสมุดที่ทำงานมี เดี๋ยวจะไปยืมมาอ่าน (ถ้าขยัน) ตอนนี้กำลังเอาฟ้าจรดทราย มาอ่านอีกเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รุ้ แหะๆ ไว้รอจิตหายตกก่อน จะไปนั่งห้องสมุดเล็กๆ ที่ทำงาน หนังสือเต็มเลย

ทำไงถึงจะขยันอ่านหนังสือที่มีสาระมั่งเนี่ยะ ?

58.8.91.xx  
เยอะ ฯลฯ #57 Posted : 19-11-2007 11:57:15
Guest
เซพ เซพ อิอิ

อ้วนเอ้ย อย่าว่าแต่จะอ่าน จะอ่าน หนังสือมีสาระเลย หนังสือไร้สาระยังบ่มีเวลาอ่าน อย่างเก่งหนะ หนังสือพิมพ์ แถมเวลาที่ได้อ่านจริงๆจังๆ คือ ในห้องน้ำ เห้อ ซี วิด ข้อย

ชอบดิโอลแมนออฟเดอะซี ( เฒ่าทะเล ) อ่านเกินสิบรอบละ มักขนาด เวลาท้อแท้หมดแรง อ่านแล้วฮึ๊ดดีจริงๆ สู้ๆ
125.24.107.xx  
อ้วนจัง #58 Posted : 20-11-2007 09:22:08
Guest
อิอิ แต่แอบเห็นเอ็งมีหนังสือไฟกลางคืนเต็มบ้านนี่หว่า อ้ายบาน เอิ๊กส์ๆๆ

พี่ย่าเจ้าขรา เวลาเกิด ความอยาก ไม่ว่าจะอยากใดๆ สติ สตางค์ บินหายโม้ดดดดดด แต่ไงจะลองเข้มแข็งทำจริงๆ จังๆ ดู แง้ๆๆ อยากผอมมมมม

202.89.22.xx  
ท่านย่า #59 Posted : 20-11-2007 13:29:13
Guest

อ้วนจางที่ร้ากกก....

รู้ไม้ว่า อ้วนจางต้องเก็บเงินมากแค่ไหนเพื่อใช้จ่ายในเรื่องที่ย่าจะบอกต่อไปนี้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งสาเหตุของการสิ้นเปลืองเงินจำนวนมากนี้มาจาก ความอยาก ในปริมาณอาหารที่หยิบเข้าปากในวันนี้ โดยเฉพาะหลังจากหนึ่งทุ่มเป็นต้นไป เรื่องสิ้นเปลืองมากมายแต่จำเป็นในอนาคตอันใกล้คือ เรื่อง

1) การเปลี่ยนหัวเข่าเทียมเพราะหัวเข่าจริงเสื่อมอันเนื่องมาจากต้องแบกรับน้ำหนักร่างกายมากไป
อ้วนจางลองยกของน้ำหนักแปดสิบโลซักสิบนาที แล้วบอกย่าหน่อยว่าหนักไม้ แล้วหัวเข่าของเราต้องแบกน้ำหนักแปดสิบโลตลอดทั้งวัน แล้วกี่เดือน กี่ปี น่าสงสารหัวเข่านะ แล้ววันไหนที่เค้าแบกต่อไปไม่ได้แล้วเหมือนลาหลังแอ่นที่ทุกของจนหนักแปร้ ไปต่อไม่ได้ แล้วล้มลงขาดใจตาย มันก็คือเวลาที่อ้วนจางต้องเปลี่ยนหัวเข่าเทียม ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนหัวเข่าเทียมข้างหนึ่งจะตกอยู่ที่หนึ่งแสนบาทขึ้นไป ถ้าเปลี่ยนสองข้างพร้อมกัน อาจต่อรองขอ discount กับคุณหมอได้ แต่ไม่ต่ำว่าสองแสนบาทแน่นอน และหลังจากนั้น อ้วนต้องพักฟื้นอีกเป็นเดือนและใครจะมารับภาระดูแลเราได้เป็นเดือน ข้อมูลนี้ sure เพราะแม่ย่าเปลี่ยนไปแล้ว แต่แม่ย่าไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายและการดูแลตอนพักฟื้น เพระมีลูกๆ ช่วยจัดการให้ แต่ถ้าไม่มีลูก ๆ ที่มารับผิดชอบตรงนี้ล่ะ อึม...คิด คิด คิด

2. ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ตามมาอีกคือ ค่ายาความดันโลหิตสูง ซึ่งต้องกินประจำทุกวัน ค่ายาความดันที่ย่ารู้น่าจะอยู่ที่ประมาณ ไม่ต่ำกว่าสามพันบาทต่อทุกสามเดือนที่ไปรับยาจากหมอ ต่อด้วยค่ายากินลดไขมันคลอเรสเตอรอล และค่ายาคุมเบาหวาน อีกไม่ต่ำกว่าสามสี่พันบาทต่อทุกสามเดือน (ยากินลดไขมันกับเบาหวาน ย่าไม่มีข้อมูลค่าใช้จ่าย ใครต้องจ่ายอยู่ตอนนี้ ช่วยบอกเป็นวิทยาทานหน่อยจ้า) ค่ายาพวกนี้มาพร้อมกับความอ้วนทั้งนั้น

3. หลังจากกินยาพวกนี้ไปนาน ๆ ไตก็จะมีปัญหา เพราะต้องขับยาที่กินเข้าไปออกมา ที่สุด ไตเสื่อมก็จะตามมา พอไตเสื่อมก็ต้องไปฟอกไตอาทิตย์ละสองครั้ง ซึ่งการฟอกไตแต่ละครั้งจะมีค่าใช้จ่ายประมาณสามพันบาท สองครั้งก็เจ็ดพันบาทต่ออาทิตย์ เดือนหนึ่งสี่อาทิตย์ ก็ตกสองหมื่นแปดพันบาท หรือเกือบสามหมื่นบาทต่อเดือนไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ แถมยังต้องกินน้ำแบบจิบ ๆ หรือเอาน้ำมาทาที่ริมฝีปากไม่ให้แห้ง ไม่สามารถกินเป็นอึ๊กๆๆ เหมือนที่กินทุกวันนี้ ข้อมูลนี้ sure น้าเขยเค้าต้องไปฟอกไตอาทิตย์ละสองครั้งเป็นคนบอกเอง และเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อสองปีก่อน เพราะไตวาย และถ้าเกิดเราต้องเกษียณงานแบบไม่มีบำนาญ ไม่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ และไม่ได้เตรียมเงินไว้ฟอกไตเดือนละเกือบสามหมื่นบาท เป็นเวลาต่อไปอีกสิบปี ยี่สิบปี แล้วใครจะช่วยมารับผิดชอบตรงนี้ล่ะ อึม...คิด คิด คิด

อ้วนจาง.... อ่านที่ย่าเขียนมาแล้วรู้สึกมีกำลังใจในการลดน้ำหนักซักสิบกิโลแล้วยัง ถ้ายังก็ลองอ่านเรื่องต่อไปนี้ ซึ่งย่าได้อ่านพบมาและอยากแบ่งปันกับอ้วนจาง และเพื่อนๆ พยูนคลับโดยเฉพาะที่ชอบเดินเข้าครัวหลังสี่ทุ่มแล้ว (รวมถึง สว แดนใต้ เมืองระนอง ที่บอกยอมขยายเอวกางเกงเพื่อให้พุงเก็บไขมันได้มากขึ้นอ่ะ.....อิอิ)

ทำอย่างไรจึงจะไม่แก่ และอายุยืน

คำตอบคือกินสายกลาง

กินสายกลางคือกินมื้อเช้าและมื้อเที่ยง งดมื้อเย็น
เปรียบตัวเราเป็นรถยนต์ ตื่นเช้ามาต้องเติมน้ำมันก่อน
หรือกินมื้อเช้า รถจึงจะวิ่งได้ ถึงเที่ยงน้ำมันยังไม่หมด เติมอีกครั้ง
ถึงเย็นก่อนนอนก็ยังไม่หมดพิสูจน์ได้ดังนี้
สมมุติกินไข่ลวก 1 ฟองโตๆ มีไข่แดงหนัก 50 กรัม
ในไข่แดงมีคลอเลสเตอรอล 1 กรัม ให้พลังงาน 9 แคลอรี่
ฉะนั้น 50 กรัม ให้พลังงาน 450 แคลอรี่
จะต้องออกกำลังกายเพื่อใช้พลังงานนี้
โดยขี่จักรยานตั้งแรงต้านไว้ 1.3 ก .ก .
ความเร็วที่ปั่นบันไดจักรยาน 60 รอบต่อนาที
ขี่อยู่นาน 60 นาที จะเหนื่อยหอบ เหงื่อไหลท่วมตัว
แต่ใช้พลังงานไปเพียง 300 แคลอรี่ ไข่ใบเดียวใช้ไม่หมด
ฉะนั้นถ้า กินมื้อเช้า มื้อเที่ยง จนถึงเย็น
พลังงานยังเหลือแน่นอน ไม่จำเป็นต้องไปเติมอีก
เพราะเวลานอนร่างกายจะนำพลังงานที่เหลือใช้ไปเก็บในที่ต่างๆ
โดยตับเป็นผู้ทำงานนี้
ถ้าพลังงานเหลือมาก การเอาไปเก็บในที่ต่างๆก็มาก ทำให้อ้วน
และแน่นอนถ้าเก็บไม่หมดโดยเฉพาะพวกไขมันตัวโตๆ
จะต้องค้างอยู่ในหลอดเลือด
ถ้าค้างสะสมมากเท่าใด รูหลอดเลือดก็จะเล็กลงทุกวัน
เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้น้อยลง
อวัยวะทั้งหลายก็จะเสื่อมสภาพเร็วขึ้นหรือแก่เร็วขึ้น
ถ้าวันไหนอุดตัน เช่นถ้าตันที่สมอง จะกลายเป็นคนพิการอัมพาตครึ่งซีก
ถ้าอุดตันที่ไต ต้องล้างไต เปลี่ยนไต ถ้าตันที่ขา อาจต้องตัดขาทิ้ง
ถ้าตันที่กล้ามเนื้อหัวใจ ก็จะไม่มีโอกาสได้สั่งลาใคร
ฉะนั้น
การกินมื้อเย็นจึงเป็นมื้อที่เร่งกระบวนการเสื่อมถึงเสียชีวิตให้เร็วขึ้นไปอีก
มื้อเย็นจึงเป็นมื้ออันตราย เป็นมื้อตายผ่อนส่ง
ยิ่งกินมื้อเย็นมาก ยิ่งผ่อนส่งมาก ตายเร็ว
ถ้าไม่กินมื้อเย็น ก็จะแก่ช้า เสื่อมช้า อายุยืน

การไม่กินอาหารมื้อเย็นเป็นเรื่องที่ต้องเอาชนะใจตัวเองอย่างมาก
ถ้าใครทำได้จะตัดทั้งกิเลส สุขภาพดี อายุยืน และมีสมาธิดี
ความมุ่งมั่นสูง ได้ประโยชน์ทั้งกายและใจ แต่ท่าน
ต้องฝึกกระเพาะให้เกิดความเคยชิน วิธีฝึกมี 4 วิธี

1. ค่อยๆลดปริมาณอาหารมื้อเย็นทีละน้อยๆ
เช่นลดกินข้าวจาก 2 จาน เหลือ 1 1/2 จาน สัก 3-4 เดือน
โดยมีข้อแม้ว่า
หลังอาหารเย็นแล้วห้ามกินอาหารใดๆทั้งนั้นยกเว้นน้ำเปล่า
พอกระเพาะชินแล้วลดเหลือ 1 จาน ต่อไปครึ่งจาน
ต่อไปไม่กินข้าวเลยกินแต่กับ ต่อไปกินผักผลไม้
สุดท้ายงดอาหารเย็น

2. ร่นเวลากินอาหารเย็น เช่นจาก 2 ทุ่มมากิน 1 ทุ่ม
ต่อไปเลื่อนเป็น 6 โมงเย็น 5 โมงเย็น 4 โมงเย็น 3โมงเย็น ฯ

3. กินเม็ดแมงลักแทนมื้อเย็น
ใช้เม็ดแมงลัก 2 ช้อนโต๊ะใส่ในถ้วยน้ำแกงหรือน้ำเปล่าคนแล้วดื่มทันที
ดื่มน้ำตามอีก 4-5 แก้ว

4. กินมังสะวิรัตมื้อเย็น
การกินผักผลไม้ถือว่าเป็นอาหารไม่มีพิษ
ร่างกายจะได้พักไม่ต้องทำลายพิษของอาหารเนื้อสัตว์
พิษที่สะสมไว้ก่อนก็จะถูกตับ ไต กำจัดหมดไปเองได้
ร่างกายมีเวลาถึง 18 ช . ม . กำจัดพิษที่ติดมากับมื้อเช้า มื้อเที่ยงได้ทัน

ฉะนั้นการไม่กินอาหารเย็น จึงเป็นเวลาที่ตับ ไต
จะสามารถกำจัดสารพิษจากอาหารมื้อเช้าและเที่ยงได้หมด
ร่างกายจึงบริสุทธิ์ทุกวัน ทำให้ไม่แก่ อายุยืน
และใช้ชีวิตหลังเกษียณโดยไม่เป็นภาระของตัวเองและผู้อื่น

203.146.41.xx  
อ้วนจัง #60 Posted : 21-11-2007 10:18:42
Guest
ฮือๆๆ มีเรื่องจะสารภาพแหละ เราตั้งใจไว้แล้วว่าจะพยายามทานมื้อเย็นให้น้อยๆ เมือวานกลับมาไม่มีใครอยู่บ้านเลย แล้วก็ไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ แต่แอบเห็นทองหยิบ ทองหยอด อยู่ในตู้เย็น แอบจกมาอย่างละ 3 ลูก ตามด้วยฝองทองอีกประมาณขยุ้มมือนึง กำลังจะปิดตู้เย็นตาแว้บไปเห็นไส้กรอก เลยหยิบติดมาอีก 1 อันกลางๆ เฮ้อออ ตั้งใจว่าจะแค่หยิบนมมากินแค่กล่องเดียวเท่านั้นเอง จริงๆ

แต่พอ 4 ทุ่ม หลานสุดที่รัก ดันเป็นห่วงอามาก โทรขึ้นมาถามว่าเอาบะหมี่เกี๊ยวแห้งเจ้าอร่อยสักห่อนึงแมะ? (แม่เพื่อนหลานขาย มานเลยว่าหร่อย) ความที่ปฏิเสธน้ำใจหลานไม่ได้ เลยสนองไปซะ 1 ห่อ เฮ้อออออ กินไป คุยในแชทไป พอกินเสร็จได้แต่หน้าหงิก หน้างอ คิดว่า ไม่น่ากินเล้ยยยยยย

เฮ้ออออ นี่แหละทำไง ถึงจะอดทน และอดกลั้นต่อสิ่งเร้า เหล่านี้ได้ ฮือๆๆ เรามีเป้าหมายพนันกันกับน้องที่ทำงานด้วย ว่าน้ำหนักเราจะต้องหายไปอย่างน้อย 5 โล ตอนนี้เข็มตรงหน้าปัทม์ ไม่ขยับลงมาเล้ยยย เฮ้อออ

202.89.22.xx  

[ ความคิดเห็น หน้าที่ 3/6 ] < [1] [2] [3] [4] [5] [6] >

แสดงความคิดเห็น
ชื่อ :
Email :
ความคิดเห็น :
Emotions : แสดงไอคอนที่ใส่ได้
BBCode : แสดงรูปแบบอักษรที่ใส่ได้
   
Security code :
* กรอกรหัสที่เห็นในภาพ 5 ตัวอักษร